นางสาวจุฑามาศ สีเชียงหา เลขที่ 18 ม.5/2 โรงเรียนหนองกี่พิทยาคม ปีการศึกษา2554

Archive for the ‘ปะการัง’ Category

โครงสร้างของปะการัง

   โครงสร้างของปะการัง

ปะการัง (Coral) เป็นสัตว์ทะเลประเภทสัตว์ชั้นต่ำ ไม่มีกระดูกสันหลัง ที่จัดอยู่ใน (Phylum Coelenterate) อยู่ใน (Class Anthozoa) มีโครงสร้างภายนอกเป็นหินปูน ที่ตัวปะการังสร้างขึ้น มาเองโดยอาศัยแคลเซียม ซึ่งมีอยู่มากมายในท้องทะเล ตัวปะการัง อยู่ภายในโครงสร้างหินปูน เรียกว่า โพลิป ( Polyp ) มีลักษณะเป็นถุงอ่อนนิ่มขนาดเล็ก เมื่อมีอยู่จำนวนมากจะก่อตัวเป็นแนวปะการัง ซึ่ง ระบบนิเวศปะการัง มีความหลากหลายทางชีววิทยา ทั้งพันธุ์พืชและสัตว์

โครงสร้างของปะการัง

โครงสร้างของปะการัง

โครงสร้างของระบบนิเวศปะการัง ( Colony ) ที่สำคัญคือ พืช เช่น ผู้ผลิตอาหารเบื้องต้น จากแร่ธาตุและแสงสว่างมีทั้งพืชเซลล์เดียว ที่ล่องลอยอยู่ในน้ำ อยู่บนพื้นและในตัวปะการัง จนถึงพืชที่งอกงามเป็นลำต้น เช่น สาหร่ายและหญ้าทะเล จัดเป็นสังคมของสัตว์ที่กินพืชที่มี ทั้งอาศัยอยู่ในพื้นทราย ในโพรงหินปะการัง และชีวิตเล็กๆ ที่ล่องลอยในน้ำ คือ แพลงตอน ซึ่งจะเป็นอาหารของสัตว์ที่มีขนาดใหญ่กว่า ซึ่งเป็น ที่ผู้ล่าและผู้ถูกล่าเป็นทอดๆ กันไป เป็นการอยู่ร่วมกันในสังคมที่มีสัตว์และพืชนานาชนิด อยู่อย่างหนาแน่นในพื้นที่จำกัด มีหลายรูปแบบของการ มีชีวิตอยู่ร่วมกัน ทั้งที่เป็นการอยู่อาศัยแบบพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน เช่น ดอกไม้ทะเลกับปลาการ์ตูน ปลาพยาบาลหรือกุ้งพยาบาลที่คอยกำจัด ปาราสิตให้กับปลาขนาดใหญ่ หรือการอยู่อาศัยที่ทำให้ผู้ให้การพักพิงเสื่อมโทรมผุพัง เช่น หนอนทะเล หรือหอยสองฝา ที่ฝั่งตัวอยู่ในปะการังโขด จึงอาจจัดได้ว่าแนวปะการัง เป็นระบบนิเวศที่มีความสลับซับซ้อน และมีความสำคัญเป็นอย่างมากต่อระบบนิเวศทางทะเล

รูปแบบโครงสร้างการก่อตั้งของแนวปะการัง สามารถแบ่งได้เป็น 3 ชนิด คือ

1) แนวปะการังชายฝั่ง เป็นแนวปะการังขนาดเล็ก ๆ ที่ก่อตัวและแพร่กระจายตามบริเวณชายฝั่งทะเล

2) แนวปะการังแบบกำแพง เป็นแนวปะการังที่อยู่ห่างจากชายฝั่ง มีโครงสร้างแบ่งตามเขตน้ำต่างๆ ในช่วงน้ำลง อีกทั้งถูกกันจากชายฝั่งโดยทะเลสาปน้ำเค็ม (Lagoon)

3) แนวปะการังแบบเกาะ เป็นแนวปะการังที่ก่อตัวในน่านน้ำลึก มีลักษณะเป็นวงแหวนหรือเกือกม้า ซึ่งอาจเกิดจากการที่ภูเขาไฟยุบตัว

การแบ่งกลุ่มประการัง สามารถแบ่งออกเป็นกลุ่มๆ ตามรูปแบบการเจริญเติบโตได้ 7 กลุ่ม คือ

1. ปะการังกิ่งก้าน (Branching Coral) เช่น ปะการังเขากวาง

รูปแบบปะการังกิ่งก้าน

2. ปะการังกลีบซ้อน (Foliaceous Coral) เช่น ปะการังผักกาด

3. ปะการังแผ่น (Laminar Coral) เช่น ปะการังเขากวางรูปโต๊ะ

รูปแบบปะการังแผ่น

4. ปะการังแท่ง (Columna Coral) เช่น ปะการังตุ่ม

5. ปะการังเคลือบ (Encrusting Coral) เช่น ปะการังกาแลกซี่

รูปแบบปะการังเคลือบ

6. ปะการังก้อน (Massive Coral) เช่น ปะการังสมอง

รูปแบบปะการังก้อน

7. ปะการังเดี่ยว (Free living Coral) เช่น ปะการังเห็ด

พื้นที่แนวปะการังของไทย เป็นแบบแนวปะการังชายฝั่ง ครอบคลุมน่านน้ำชายฝั่งทะเล ทั้งด้านฝั่งอ่าวไทยและฝั่งอันดามัน มีพื้นที่รวมประมาณ 12,000 ตารางกิโลเมตร และมีปะการังมากกว่า 300 ชนิด จัดอยู่ในอันดับที่ 3 ในเขตภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และติดอันดับ 1 ใน 10 ของโลก ในด้านความงดงามและความหลากหลายของปะการัง สำหรับแหล่งปะการังที่สำคัญ ได้แก่

พื้นที่ชายฝั่งทะเลด้านอ่าวไทย จะพบในบริเวณที่เป็นพื้นที่กำบังลมและคลื่น เช่น ในเขตพื้นที่ อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะชุมพร จังหวัดชุมพร อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะอ่างทอง จังหวัดสุราษฎร์ธานี อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะช้าง จังหวัดตราด และอุทยานแห่งชาติเขาแหลมหญ้า-หมู่เกาะเสม็ด จังหวัดระยอง

พื้นที่ชายฝั่งทะเลอันดามันตอนบน จะพบในบริเวณที่เป็นพื้นที่กำบังลมและคลื่น เช่น ในเขตพื้นที่ อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสุรินทร์ จังหวัดพังงา อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสิมิลัน จังหวัดพังงา อุทยานแห่งชาติแหลมสน จังหวัดระนอง อุทยานแห่งชาติสิรินาถ จังหวัดภูเก็ต นอกจากนี้ยังพบในเขตพื้นที่อุทยานแห่งชาติเขาหลัก-ลำรู่ จังหวัดพังงา แต่มีเพียงเล็กน้อย

พื้นที่ชายฝั่งทะเลอันดามันตอนล่าง โดยมากจะพบในบริเวณที่เป็นพื้นที่กำบังลมและคลื่น เช่น ในเขตพื้นที่ อุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธารา-หมู่เกาะพีพี จังหวัดกระบี่ อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะลันตา จังหวัดกระบี่ อุทยานแห่งชาติธารโบกขรณี จังหวัดกระบี่ อุทยานแห่งชาติหาดเจ้าไหม จังหวัดตรัง อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะเภตรา จังหวัดสตูล และอุทยานแห่งชาติตะรุเตา จังหวัดสตูล

 

ลักษณะของปะการัง

ลักษณะของปะการัง
ปะการังเป็นแหล่งทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญบริเวณชายฝั่งทะเล  เป็นที่อยู่อาศัยของพืชและสัตว์จำนวนมาก  อีกทั้งเป็นแหล่งอาหารเพื่อการเจริญเติบโต
ลักษณะของปะการัง
ปะการัง เป็นสัตว์จำพวกไม่มีกระดูกสันหลัง  อาศัยอยู่ในโครงสร้างหินปูน  มีลักษณะการดำรงชีพ  2 แบบ คือ อยู่ตัวเดียว หรืออยู่ร่วมกันเป็นกลุ่ม  ปะการังพวกที่เจริญเติบโตในน้ำลึกจะมีลักษณะเป็นก้อนขนาดไม่ใหญ่  ส่วนปะการังที่เจริญเติบโตแบบรวมเป็นกลุ่มจะเกิดเป็นแนวปะการังขนาดใหญ่  ปะการังแต่ละตัวที่รวมกัน  จะสร้างโครงสร้างในรูปของหินปูนเป็นรูปร่างต่าง ๆ กัน  แล้วแต่ชนิดของปะการังนั้น ๆ  การเจริญเติบโตของปะการังค่อนข้างช้ามาก  ทั้งนี้ขึ้นกับปัจจัยสภาพแวดล้อมที่สำคัญ  ได้แก่  อุณหภูมิของน้ำ และแสงสว่าง  โดยจะเจริญเติบโตได้ดีในบริเวณที่มีน้ำสะอาด  สภาพท้องทะเลค่อนข้างแข็งหรือมีการเปลี่ยนแปลงน้อยความเค็มของน้ำค่อนข้างสูง  มีแสงสว่างมากพอควร  อุณหภูมิที่เหมาะสมประมาณ 20-29 องศาเซลเซียส  ปะการังเป็นแหล่งทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญบริเวณชายฝั่งทะเล  เป็นที่อยู่อาศัยของพืชและสัตว์จำนวนมาก  อีกทั้งเป็นแหล่งอาหารเพื่อการเจริญเติบโต  เป็นแหล่งเพาะพันธุ์วางไข่และหลบภัย  ปะการังมีความสำคัญต่อระบบนิเวศทางทะเล  การประมง และมีส่วนช่วยรักษาสภาพสมดุลธรรมชาติของชายฝั่ง  ช่วยลดความรุนแรงของคลื่นที่กระทบต่อชายฝั่ง  ความสวยงามของแนวปะการังช่วยในด้านพักผ่อนหย่อนใจและเป็นจุดดึงดูดนักท่องเที่ยวได้อย่างดี  สามารถนำรายได้มาสู่ท้องถิ่น  รวมทั้งในปัจจุบัน  ได้มีการค้นคว้าเพื่อสกัดสารเคมีต่าง ๆ จากปะการัง  สัตว์ และพืชที่อยู่ในแนวปะการัง  เพื่อประโยชน์ทางการแพทย์   แต่ถ้าหากปะการังถูกทำลายหรือตายไปจะต้องใช้เวลานานมากกว่าที่จะฟื้นตัวขึ้นมาได้ การอนุรักษ์ปะการัง  เป็นสิ่งสำคัญที่ต้องทำความเข้าใจกัน และจะต้องรู้จักใช้อย่างถูกวิธีการ  รวมทั้งป้องกันไม่ให้เกิดการทำลาย  เพื่อจะได้รับประโยชน์จากมรดกทางธรรมชาติที่มีอยู่อย่างยั่งยืน  โดยเฉพาะประชาชนในท้องถิ่นจะสามารถมีส่วนร่วมกับส่วนราชการ หรือรวมตัวกันเพื่อดูแลรักษาแนวปะการังในท้องถิ่นของตนให้คงอยู่ได้

“ปลาในแนวปะการัง” ผู้สร้างสมดุลให้กับแนวปะการัง

“ปลาในแนวปะการัง” ผู้สร้างสมดุลให้กับแนวปะการัง PDF พิมพ์ อีเมล
        แนวปะการัง (Coral reef) เป็นระบบนิเวศชายฝั่งที่มีความสำคัญในด้านความอุดมสมบูรณ์และความหลากหลายของสิ่งมีชีวิต และ “ปลา” ก็เป็นสัตว์มีกระดูกสันหลังกลุ่มใหญ่ที่สุดกลุ่มหนึ่งที่อาศัยอยู่ในแนวปะการัง ซึ่งมีความหลากหลายทั้งทางด้านชนิด ขนาด พฤติกรรมการกินอาหาร และการอยู่อาศัย จึงทำให้ปลามีบทบาทที่หลากหลายในระบบนิเวศแนวปะการัง

บทบาทหลักของปลาในแนวปะการังคือการเป็นผู้ควบคุมประชากรสิ่งมีชีวิตชนิดต่างๆ ในแนวปะการัง ทั้งพืช สัตว์ และปลาด้วยกันให้อยู่ในภาวะที่สมดุล ซึ่งมีผลอย่างยิ่งต่อการพัฒนาของแนวปะการัง โดยจะยกตัวอย่างบทบาทที่สำคัญของปลาต่อแนวปะการัง เช่น ปลากินพืช (Herbivorous fishes) พวกปลานกแก้ว (Parrotfish) ปลาขี้ตังเบ็ด (Surgeonfish) ปลาสลิดหิน (Damselfish) มีหน้าที่ในการควบคุมประชากรสาหร่ายในแนวปะการังไม่ให้มีมากเกินไป ทำให้ตัวอ่อนปะการังมีพื้นที่ยึดเกาะเพิ่มขึ้น ปะการังก็จะมีมากขึ้น ส่วนปลาที่กินสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังขนาดเล็กเป็นอาหาร (Carnivorous fishes) ก็จะควบคุมประชากรสัตว์ขนาดเล็กไม่ให้มีมากจนเกินความสามารถในการรองรับของแนวปะการัง ปลาที่กินปลาเป็นอาหาร (Piscivorous fishes) จะเป็นผู้ควบคุมและคัดเลือกประชากรปลาด้วยกันโดยจะเลือกกินเหยื่อที่มีลักษณะอ่อนแอทำให้ประชากรที่เหลืออยู่เป็นประชากรที่แข็งแรงและสืบทอดเผ่าพันธุ์ต่อไปได้

นอกจากนี้การที่ปลามีความหลากหลายของพฤติกรรมการดำรงชีวิตทำให้ปลาเป็นผู้ถ่ายทอดพลังงานระหว่างระบบนิเวศแนวปะการังกับระบบนิเวศอื่นๆ ที่ปลาอพยพไปอาศัยอยู่อีกด้วย สำหรับมนุษย์แล้วปลาในแนวปะการังเป็นแหล่งอาหารโปรตีนที่มีความจำเป็น เป็นแหล่งสร้างรายได้จากการประมง และความสวยงามแปลกตาของปลาในแนวปะการังยังก่อให้เกิดรายได้จากการท่องเที่ยวดำน้ำเพื่อชมปลาหายากบางชนิด เช่น ปลากบ (Frogfish) ปลาไหลริบบิ้น (Ribbon eel) ม้าน้ำ (Seahorse) เป็นต้น

การศึกษาปลาในแนวปะการังเป็นสาขาที่ยังมีผู้ศึกษาน้อยมากเมื่อเทียบกับปริมาณทรัพยากรที่มีอยู่ ดังนั้นการศึกษาในสาขานี้จึงยังต้องการการสนับสนุนอีกมากเพื่อให้มีองค์ความรู้ที่เพียงพอสำหรับการจัดแนวทางในการอนุรักษ์และพัฒนาทรัพยากรเหล่าให้มีความยั่งยืนในอนาคต

 

ฝูงปลาหลากหลายชนิดในแนวปะการังที่แต่ละตัวก็มีสีสันสดใสสะดุดตา
ซึ่งปลาเหล่านี้ช่วยสร้างสมดุลให้กับระบบนิเวศแนวปะการัง

 

ประโยชน์ของแนวปะการัง.

ประโยชน์ของแนวปะการัง.

starfsh1.gif (4160 bytes)1. แนวปะการังบริเวณชายฝั่งและแนวปะการังแบบกำแพง ช่วยป้องกันชายฝั่งจากการกัดเซาะของคลื่นและกระแสน้ำโดยตรง บริเวณชายฝั่งที่แนวปะการังถูกทำลายจะถูกกัดเซาะอย่างรุนแรงจากคลื่นลมทะเลในฤดูมรสุม07-Damsel copy.jpg (32781 bytes)

2. แนวปะการังเป็นแหล่งกำเนิดทรายให้กับชายหาด ทั้งจากการสึกกร่อนของโครงสร้างหินปูน การกัดกร่อนโดยสัตว์ทะเลบางชนิดและจากกระแสคลื่น ซึ่งทำให้หินปูนปะการังแตกละเอียดเป็นเม็ดทรายที่ขาวสะอาด มีการประมาณว่าแร่ธาตุแคลเซียมคาร์บอเนตที่ทับถมในมหาสมุทรนั้น ร้อยละ 50 เกิดจากแนวปะการัง06-Crinoid copy.jpg (41752 bytes)

3. แนวปะการังเป็นแหล่งอาหารของมนุษย์และยังเป็นที่อยูอาศัยของสัตว์และพืชนานาชนิด ที่อาศัยอยู่เฉพาะในแนวปะการัง เช่น เต่าทะเลและสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง ได้แก่ ปลาหมึก หอย กุ้ง แมงกะพรุน และปลิงทะเล เป็นต้น

4. แนวปะการังเป็นแหล่งที่มาของวัสดุที่ใช้ในการก่อสร้าง เช่น ปูนขาว กระเบื้อง และทราย

fishswim7.gif (9223 bytes)

5. สิ่งมีชีวิตบางชนิดในแนวปะการัง เช่น Sea hare และ Sea fan ผลิตสารพิษเพื่อป้องกันตัวเองนั้น สามารถนำมาสกัดใช้ทำยา เช่น ยาต่อต้านโรคมะเร็ง ยาต่อต้านจุลชีพและน้ำยาป้องกันการตกผลึกและแข็งตัว เป็นต้นshark3.gif (10256 bytes)

6. แนวปะการังเป็นเสมือนห้องทดลองทางนิเวศวิทยา ในช่วงเวลา 15 ปีที่ผ่านมาได้มีการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับระบบนิเวศในแนวปะการังเพิ่มขึ้นอย่างมากและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในอนาคตFish0051 copy.jpg (27554 bytes)

7. แนวปะการังจัดเป็นแหล่งท่องเที่ยวใต้ทะเลที่มีความสวยงาม ความหลากหลายของสิ่งมีชีวิตและน้ำทะเลที่ใสสะอาด ปะการังจึงเป็นทรัพยากรที่มีคุณค่าต่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยวการดำน้ำและการถ่ายภาพใต้น้ำ

c_049 copy.jpg (19778 bytes)8. ปะการังเป็นสินค้า มีกิจการส่งออกสินค้าปะการัง เปลือกหอย กระดองเต่า และปลาสวยงาม ซึ่งกลายเป็นอุตสาหกรรมหลักในการผลิตเครื่องประดับที่นิยมไปทั่วโลก ปัจจุบันห้ามการส่งออกปะการังและเต่าทะเลอย่างเด็ดขาดstarfish.gif (4212 bytes)

กำเนิดปะการัง

กำเนิดปะการัง PDF พิมพ์ อีเมล
ปะการังกำเนิดมาบนโลกสีน้ำเงินใบนี้กว่า 500 ล้านปี ซึ่งถ้าเปรียบเทียบกับมนุษย์แล้ว ถือว่าปะการังอยู่บนโลกใบนี้มานานกว่าพวกเรามากนัก ปะการังก็เหมือนกับสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ที่ พยายามจะดำรงเผ่าพันธุ์ตัวเองไว้ จากรุ่นสู่ร่นจากลูกสู่หลาน เมื่อปะการังเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ จากตัวเป็นกลุ่มก้อน (colony) ก่อเกิดแนวการังขึ้นมา แล้วกระจายตัวออกไปตามพื้นที่ต่างๆ จนในปัจจุบันเราสามารถพบเห็นแนวปะการังได้ทั่วไปโดยเฉพาะในเขตร้อนอย่างบ้านเรานั้นเอง

ประเทศไทยพบแนวปะการังได้ทั้งทะเลฝั่งอ่าวไทยและอันดามัน  มีปะการังกว่า 270 ชนิด จาก 1000 กว่าชนิดทั่วโลก ซึ่งเป็นที่อาศัยของปลากว่า 4,000 ชนิด รวมถึงสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ในทะเลมากมาย แนวปะการังโดยทั่วไปพบได้ตั้งแต่ผิวน้ำจนถึงประมาณ 30 เมตร หรือในบริเวณแสงอาทิตย์ส่องถึง อุณหภูมิประมาณ 20-32 องศาเซลเซียส และมักจะเจริญเติบโตได้ดีในบริเวณที่น้ำค่อนข้างใส แต่ก็มีบางชนิดที่ปรับตัวและอาศัยอยู่ได้ในบริเวณน้ำขุ่น

“ปะการัง” กล่าวถึงพระเอกกันสักนิด ปะการังเป็นสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังในทะเลที่สามารถดึงแคลเซียมคาร์บอเนตจากน้ำทะเลมาสร้างบ้านของตัวเองหรือโครงสร้างหินปูนได้สามารถสืบพันธุ์หรือเพิ่มจำนวนตัวได้ 2 แบบ คือโดยการอาศัยเพศและไม่อาศัยเพศ เช่นเดียวกับสัตว์หลายชนิดเช่น  ต่างกับคนเราที่สืบพันธุ์ได้แบบเดียวคือสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศ การสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศในปะการังก็มีหลายแบบค่ะเช่น การแตกหักจากก้อนปะการังเดิม หรือการแตกหน่อ ส่วนการสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศซึ่งมีทั้งแบบที่ปล่อยตัวอ่อนออกมาสู่มวลน้ำโดยตรงและแบบที่ปะการังปล่อยเซลล์สืบพันธุ์ (ไข่และน้ำเชื้อ) ออกมาผสมเกิดเป็นตัวอ่อนในมวลน้ำ หลังจากนั้นตัวอ่อนปะการังจะดำรงชีวิตเป็นแพลงก์ตอนคือล่องลอยไปตามมวลน้ำซึ่งใช้ระยะเวลาในมวลน้ำแตกต่างกันไปในแต่ละชนิด เมื่อตัวอ่อนปะการังพร้อมก็จะเลือกลงเกาะในพื้นที่ที่เหมาะสม

ส่วนช่วงเวลานั้นปะการังเองก็มีช่วงเวลาการปล่อยเซลล์สืบพันธุ์ โดยมักจะอ้างอิงกับพระจันทร์แต่ก็แตกต่างกันไปบ้างในแต่ละชนิดและสถานที่ซึ่งอาจคลาดเคลื่อนไป 1-2 เดือน โดยมากปะการังจะปล่อยเซลล์สืบพันธุ์หลังจากพระอาทิตย์ตกดินประมาณ 2-3 ชั่วโมงในช่วง 3-4 วันหลังพระจันทร์เต็มดวง และมักเกิดปรากฎการณ์ที่พบว่าปะการังแต่ละชนิดในแนวปะการังแต่ละพื้นที่จะปล่อยเซลล์สืบพันธุ์พร้อมๆ กันในช่วงเวลาเดียวกันเพื่อเป็นการเพิ่มโอกาสให้ไข่และน้ำเชื้อที่ปล่อยออกมาจากปะการังแต่ละตัวจะเกิดการผสมพันธุ์กันมากที่สุด ซึ่งเป็นอีกหนึ่งช่วงเวลาที่หลายคนที่ทำงานเกี่ยวกับทะเลหรือปะการังเฝ้ารอที่จะมีประสบการณ์สักครั้งกับการพบเห็นการปล่อยเซลล์สืบพันธุ์ของปะการัง แต่เนื่องจากช่วงเวลาดังกล่าวค่อนข้างที่จะจำเพาะและอาจแตกต่างกันไปในแต่ละปีรวมถึงยังไม่มีการศึกษาให้รู้ถึงช่วงเวลาที่ชัดเจนทำให้พลาดโอกาสสำคัญนี้ได้ง่าย อย่างไรก็ตามจากข้อมูลที่ผ่านมาพบว่าปะการังฝั่งทะเลอ่าวไทยมีแนวโน้มที่จะปล่อยเซลล์สืบพันธุ์ในช่วงที่อุณหภูมิผิวน้ำทะเลเพิ่มสูงขึ้นหรือในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงเมษายนและฝั่งทะเลอันดามันพบปะการังหลายชนิดปล่อยเซลล์สืบพันธุ์ในช่วงเวลาเดียวกัน

เมื่อปะการังกำลังจะปล่อยเซลล์สืบพันธุ์นั้นมันจะดันไข่พร้อมถุงน้ำเชื้อมาอยู่บริเวณด้านผิวของโครงสร้างหินปูนสักพักหนึ่งก่อนที่ก้อนเซลล์สืบพันธุ์ (bundel) จะถูกปล่อยออกมา  รูปร่างหน้าตาของไข่ปะการังนั้นส่วนมากมีลักษณะเป็นวงรีมีขนาดประมาณ 1-2 มิลลิเมตร สีส้ม แดงหรือเขียวแตกต่างกันบ้างเล็กน้อยในแต่ละชนิด ไข่ปะการังหลายชนิดมีขนาดใหญ่จนสามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า  ภายในของไข่ปะการังส่วนใหญ่ประกอบด้วยไขมันและน้ำเป็นส่วนประกอบหลักจึงมีพฤติกรรมลอยอยู่บริเวณผิวน้ำทำให้สามารถลอยไปในพื้นที่ต่างๆได้ไกลออกไป ซึ่งพื้นที่ที่ตัวอ่อนปะการังจะลงเกาะมักจะลงเกาะบนพื้นผิวที่แข็ง ในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตดังที่กล่าวมาแล้ว นอกจากนั้นสิ่งมีชีวิตอื่นบางชนิดยังเป็นตัวชักนำให้ปะการังลงเกาะอีกด้วย เช่นสาหร่ายสีแดงพวกที่สร้างหินปูนเป็นลักษณะเคลือบ  หลังจากที่ตัวอ่อนปะการังลงเกาะแล้ว พวกมันยังมีความสามารถพิเศษตรงที่ถ้าพบว่าพื้นที่นั้นไม่เหมาะสมก็สามารถที่จะปล่อยตัวเองให้หลุดออกจากพื้นผิวแล้วลอยไปตามน้ำเพื่อหาพื้นผิวใหม่ที่เหมาะสมต่อไปได้อีกด้วย และเมื่อพอใจกับบ้านที่เหมาะแล้วมันก็จะเจริญเติบโตขยายขนาดจนกลายเป็นแนวปะการังที่เราพบเห็นในปัจจุบัน

ภาพปะการัง ( Coral )

ปะการัง ( Coral )

ปะการัง เป็นสิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่งจัดอยู่ในประเภทสัตว์ทะเลที่ไม่มีกระดูกสันหลัง ( ที่มีกระดูกสันหลังคือปลาต่างๆ ) ปะการังมีมากมายหลายชนิดมีทั้งปะการังแข็ง ปะการังอ่อน หลากสีสันและหลากหลายรูปร่างเช่นปะการังเขากวาง ปะการังดอกเห็ด และอีกมากมาย ประเทศไทยเรามีปะการังมากมายเพราะประเทศเราอยู่เขตร้อน ปะการังอยู่ได้เฉพาะเขตร้อนและใกล้เขตร้อนที่อุณหภูมิของน้ำไม่ต่ำกว่า 18 องศาเซลเซียส ดังนั้นประเทศในเขตหนาวจึงไม่มีปะการัง นักท่องเที่ยวต่างประเทศจึงมาเที่ยวเมืองไทยเพื่อมาดำน้ำดูปะการังสวยๆ ดูสิ่งมีชีวิตมากมายในแนวปะการัง ทะเลฝั่งอันดามันของเรามีปะการังที่สวยงามอย่างเช่นเกาะสิมิลันที่มีความสวยงามใต้น้ำติดอันดับโลก ความสวยงามใต้น้ำที่ว่านั้นก็คือปะการังนั่นเอง ปะการังเป็นทรัพยากรธรรมชาติทางทะเลที่สำคัญ เป็นที่อยู่อาศัยของพืชและสัตว์น้ำ เป็นแหล่งอาหารเพื่อการเจริญเติบโต เป็นแหล่งเพราะพันธุ์และวางไข่ เป็นแหล่งหลบภัยของสัตว์น้ำต่างๆ ดังนั้นปะการังจึงเป็นเหมือนผู้ผลิตและเป็นที่อยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิตในทะเล แต่สำหรับนักท่องเที่ยวแล้วปะการังเป็นสิ่งวิเศษสุดสำหรับความสวยงามของโลกใต้ทะเล ที่ใดมีปะการังอุดมสมบูรณ์ที่นั่นย่อมมีสิ่งมีชีวิตหลากหลาย มีปลาสวยๆ ที่มาอาศัยหลบภัยและหากินตามแนวปะการัง มีกุ้งสวยๆ ให้เราได้ชมมาเรียนรู้เรื่องปะการังกับนีโมทัวร์กันครับ

ปะการัง ( Coral ) เมื่ออยู่รวมกันในบริเวณหนึ่งเราเรียกว่าแนวปะการัง ( Reef ) ก็เหมือนกับต้นไม้แหล่ะครับ เมื่ออยู่ต้นเดียวเราเรียกต้นไม้ เมื่อมีอยู่รวมกันมากๆ เราเรียกว่าป่า ดังนั้นแนวปะการังก็เปรียบเสมือนเป็นป่าแห่งท้องทะเล แนวปะการังในท้องทะเลไทยมีหลายแบบคือ

1. แนวปะการังริมฝั่ง ( fringing reef )

เกิดจากสะสมหินปูนอันเกิดจากโครงสร้างของปะการังแข็งที่ทับถมกันเรื่อยมาจนก่อเกิดเป็นแนวหินปะการัง แนวปะการังริมฝั่งแบ่งเป็น 3 เขตตามลักษณะของชายฝั่งดังภาพข้างล่าง คือ บริเวณแนวราบชายฝั่งบริเวณน้ำตื้น – บริเวณแนวสันที่เป็นจุดเปลี่ยนระหว่างน้ำตื่นและน้ำลึก – บริเวณแนวลาดชันเป็นส่วนที่ลาดลงสู่ระดับน้ำลึก ไปจนสุดเขตนอกแนวปะการัง บริเวณที่น้ำลึกมากๆ จะไม่มีปะการังทั้งนี้เนื่องจากปริมาณแสงแดดที่ส่งไปถึงพื้นมีน้อย

1. ปะการังบริเวณแนวราบ เป็นส่วนที่อยู่ติดกับชายฝั่ง บริเวณใกล้ชายฝั่งมักไม่มีปะการังอยู่เลย ( หาดทราย ) เพราะเวลาน้ำลงบริเวณนี้จะโผล่พ้นน้ำเป็นเวลานานทำให้มีการเปลี่ยนอุณหภูมิมาก และยังมีอิทธิพลมาจากน้ำจืดที่ไหลออกจากชายฝั่งเวลาที่มีฝนตกลงมา ปะการังริมฝั่งจะพบมากบริเวณนอกของแนวราบใกล้แนวสันที่ห่างชายฝั่ง

2. ปะการังบริเวณแนวสัน เป็นเขตรอยต่อระหว่างแนวราบส่วนบนและแนวลาดชัน บริเวณนี้เป็นบริเวณที่มีปะการังชนิดต่างๆ อยู่เป็นจำนวนมาก ลักษณะเด่นของที่ขึ้นอยู่บริเวณนี้คือ โขด จาน และกิ่ง

3. บริเวณแนวลาดชัน อยู่ในบริเวณน้ำลึก เป็นส่วนที่ลาดลงสู่พื้นทะเลบริเวณนี้มีปะการังอยู่ไม่มากนัก ลักษณะของปะการังบริเวณแนวลาดชันคือปะการังกิ่ง ปะการังแผ่น ปะการังอ่อน และกัลปังหา

แนวนอกปะการัง เป็นบริเวณที่เป็นพื้นทรายมีปะการังอยู่บ้างประปรายและไม่มีปะการังเลยในระดับที่ลึก

2. กลุ่มปะการังบนพื้นทราย ( patch reef )

เป็นลักษณะของปะการังขึ้นเป็นกลุ่มอยู่บนพื้นทราย โดยที่แต่ละกลุ่มอาจเป็นปะการังชนิดโขดใหญ่และมีปะการังชนิดอื่นๆ บนโขดนั้น เป็นลักษณะของรูปแบบการเกิดของแนวปะการังในพื้นที่ซึ่งค่อนข้างจะเปิดรับแรงปะทะของคลื่นมากกว่าปะการังริมฝั่ง หรือพบบริเวณร่องน้ำระหว่างเกาะซึ่งมีกระแสน้ำไหลเชี่ยว ถึงแม้จะมีการสร้างหินปูนแต่ไม่มีการก่อเป็นแนวหินปะการัง ในกลุ่มปะการังบนพื้นทรายนี้จะมีความหลากหลายของชนิดสัตว์รวมทั้งปะการัง แต่ในบางพื้นที่อาจจะพบเพียงปะการังโขด หรือปะการังเขากวางเพียงอย่างเดียว

ภาพกลุ่มปะการังบนพื้นทราย

3. กลุ่มปะการังบนโขดหิน ( coral community on rocky coast )

เป็นปะการังที่เกาะยึดติดอยู่บนโขดหินใต้น้ำ ชนิดของปะการังเป็นชนิดที่เติบโตได้ในแนวปะทะของคลื่นที่รุนแรงได้ มักเป็นปะการังที่เป็นแผ่นเคลือบบนหิน เป็นพุ่มเป็นกิ่งๆ และหนา หรือเป็นหัวขนาดเล็กยึดติดกับโขดหิน บริเวณนี้มักจะไม่มีการทับถมของซากหินปูนจนเป็นแนวปะการัง

ภาพกลุ่มปะการังบนโขดหิน

4. แหล่งกัลปังหา และปะการังอ่อน ( sea fan and soft coral community )

เป็นบริเวณที่ปะการังอ่อน กัลปังหา และ ปะการังแข็งขึ้นอยู่ประปนกัน มักจะอยู่บริเวณที่น้ำลึกตั้งแต่ 10-50 เมตร อาจเป็นเป็นโขดหินใต้น้ำ หรือบริเวณหัวแหลมที่มีกระแสน้ำไหลแรง

แหล่งกัลปังหา และปะการังอ่อน

ปะการังมีมากมายหลายชนิดกว่า 700 ชนิดทั่วโลก สำหรับประเทศไทยมีปะการังประมาณ 350 ชนิด ชนิดของปะการังที่พบได้ง่ายและควรรู้จักมีดังนี้

1. ปะการังปลายเข็ม Needle coral ( Stylophora pistillata )

2. ปะการังเกล็ดคว่ำ Hood coral ( Stylophora pistillata )

3. ปะการังดอกกระหล่ำ Cauliflower ( Pocillopora spp. )

4. ปะการังกิ่งไม้เล็ก Fine branched coral ( Anacropora spp. )

5. ปะการังเขากวาง Staghorn coral, Table coral ( Acropora spp. ) พบประมาณ 40 ชนิด

6. ปะการังผิวเกล็ดน้ำแข็ง Fine spined coral ( Montipora spp. )

7. ปะการังโขด หรือประการังนิ้วมือ Mountain coral, Finger coral ( Porites spp. )

8. ปะการังผิวยู่ยี่ Wrinkle coral ( Synaraea rus )

9. ปะการังดอกไม้ทะเล Anemone-like coral ( Goniopora spp. )

10. ปะการังลายกลีบดอกไม้ Petal-like coral ( Psammocora spp. )

11. ปะการังลายดอกไม้ Flower coral ( Pavona spp. )

12. ปะการังช่องหินอ่อน Gardiner’s coral ( Gardineroseris planulata )

13. ปะการังรังผึ้ง Honey comb coral ( Coeloseris mayeri )

14. ปะการังลายลูกฟูก Serpent coral ( Pachyseris spp. )

15. ปะการังดอกเห็ด Mushroom coral ( Fungia spp. )

16. ปะการังบูมเมอแรง Boomerang coral ( Herpolitha limax )

17. ปะการังกาแล็กซี่ Galaxy coral ( Galaxea spp. )

18. ปะการังแผ่นเปลวไฟ หรือ ประการังดอกจอก Lettuce coral ( Pectinia spp. )

19. ปะการังเคลือบหนาม Spiny encrusting coral ( Echinophyllia spp. )

20. ปะการังผักกาดหอม Lettuce coral ( Mycedium elephantotus )

21. ปะการังถ้วยหนาม Spiny cup coral ( Cynarina lacymalis )

22. ปะการังสมองร่องตื้น Shallow groove brain coral ( Australomussa rowleyensis )

23. ปะการังสมองใหญ่ Large brain coral ( Symphyllia spp. )

24. ปะการังถ้วยสมอง หรือ กรวยสมอง Lobed cup coral ( Lobophyllia spp. )

25. ปะการังใบร่องหนาม Spiny cabbage coral ( Merulina ampliata )

26. ปะการังหนามขนุน Jack fruit spined coral ( Hydnophora spp. )

27. ปะการังวงแหวน Ring coral ( Favia spp. )

28. ปะการังช่องเหลี่ยม Larger star coral ( Favites spp. )

29. ปะการังรังผึ้ง Honey comb coral ( Goniastrea spp. )

30. ปะการังสมอง Brain coral ( Platygyra spp. )

31. ปะการังสมองร่องเล็ก Brain coral ( Leptoria phrygia )

32. ปะการังสมอง Brain coral ( Oulophyllia crispa )

33. ปะการังดาวใหญ่ Double star coral ( Fiploastrea heliopora )

34. ปะการังดาวเล็ก Little star coral ( Cyphastrea spp. )

35. ปะการังช่องหนาม Spiny coral ( Echinopora spp. )

36. ปะการังหนวดปม Joker coral ( Euphyllia glabrescens )

37. ปะการังหนวดถั่ว หรือ หนวดสมอ Bean coral ( Euphyllia ancora )

38. ปะการังลูกโปร่งใหญ่ Rounded bubblegum coral ( Plerogyra sinuosa )

39. ปะการังลูกโปร่งเล็ก Tipped bubblegum coral ( Physogyra lichtensteini )

40. ปะการังจาน หรือ ประการังแจกัน Disc coral, Vase coral ( Turbinaria spp. )

41. ปะการังถ้วยสีส้ม Orange cup coral ( Tubastraea coccinea )

42. ปะการังกิ่งน้ำตาลเขียว Tree coral ( Dendrophyllia micranthus )

43. ปะการังไฟ และ ไฮดรอยด์ Fire coral and Hydroid ( Hydrozoa )

44. ปะการังดำ Black coral

45. โซแอนทิด Zoanthid

46. ดอกไม้ทะเลที่คล้ายประการัง Corallimorph

47. ดอกไม้ทะเล Sea anemone พบไม่น้อยกว่า 10 ชนิด

48. ปะการังอ่อน Soft coral พบประมาณ 18 ชนิด

49. กัลปังหา Sea fan พบประมาณ 19 ชนิด

50. ปะการังสีน้ำเงิน Blue coral

51. ปากกาทะเล Sea pen

d

ปะการัง – กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช

ปะการัง เป็นสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กประเภทหนึ่งที่แตกต่างจากสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ใต้ท้องทะเล มีโครงสร้างเป็นหินปูนห่อหุ้มตัวอันอ่อนนุ่มของปะการังไว้เป็นชั้นนอก ซึ่งโครงสร้างหินปูนนี้เกิดจากชีวิตเล็กๆ ของปะการังได้สร้างขึ้นเป็นรูปทรงต่างๆ เป็นแผ่น เป็นก้อนหรือมีกิ่งก้าน และแผ่ขยายไปเรื่อยๆ จนกลายเป็นแนวปะการังอยู่ใต้ท้องทะเล ปะการังจะเติบโตได้ดีเฉพาะบริเวณที่น้ำทะเลมีอุณหภูมิตั้งแต่ 8-27 องศาเซลเซียส มีแสงแดดพอประมาณ น้ำไม่ขุ่น และมีความลึกของน้ำไม่เกินกว่า 50 เมตร

ปะการังมีรูปร่างเป็นทรงกระบอกที่มีขนาดเพียง 1 มิลลิเมตร ถึง 1 เซนติเมตรและมีส่วนประกอบที่สำคัญอยู่ 3 ส่วนคือส่วนที่เป็นฐานซึ่งอยู่ติดกับโครงสร้างหินปูนส่วนบนที่เป็นปากมีหนวดล้อมอยู่โดยรอบซึ่งบริเวณหนวดมีเข็มพิษที่มีฤทธิ์ทำให้เหยื่อสลบหรือตายและส่วนกลางของลำตัวมีรูปร่างเป็นทรงกระบอก ในตอนกลางวันปะการังจะเก็บตัวอยู่ในโครงสร้างแข็งอยู่ตลอดเวลาพอกลางคืนปะการังก็จะแผ่ขยายหนวดออกควานหาเหยื่อเล็กๆ ที่ล่องลอยมากับกระแสน้ำ นอกจากนี้อาหารของปาการังอีกชนิดหนึ่งก็คือสาหร่ายที่อาศัยอยู่ในเนื้อเยื่อของมันเอง

ปะการังตัวหนึ่งๆ เมื่อเติบโตเต็มที่จะขยายพันธุ์โดยให้กำเนิดลูกปะการังเล็กๆ ล่องลอยไปตามกระแสน้ำซึ่งสามารถล่องลอยไปกับกระแสน้ำได้ในระยะไกลแสนไกลตราบเท่าที่มันยังไม่ตกเป็นเหยื่อของสัตว์ทะเลอื่นและไปเกาะจับบริเวณที่เป็นส่วนแข็งของท้องทะเล เช่น ก้อนหิน ปะการังจะเริ่มสร้างโครงสร้างแข็งที่เป็นหินปูนขึ้นห่อหุ้มตัวไว้ และขยายพันธุ์ไปเรื่อยๆ จนเติบโตเป็นกลุ่มก้อนรูปทรงต่างๆ และเมื่อชีวิตเล็กๆ ของปะการังเกิดขึ้นใหม่ก็จะสร้างโครงแข็งจากโครงร่างเดิมแตกเป็นกิ่งก้านออกไปอยู่ตลอดเวลา ทำให้แนวปะการังค่อยๆ แผ่ขยายออกไปเป็นอาณาจักรอันยิ่งใหญ่ภายใต้น่านน้ำแห่งท้องทะเล ในปีหนึ่งๆ กลุ่มปะการังจะสามารถสร้างโครงสร้างหินปูนได้เพียง 6-7 มิลลิเมตรเท่านั้น กิ่งก้านสาขาของปะการังที่เราเห็นจะเติบโตได้ 10 เซนติเมตรนั้น ก็ต้องใช้เวลาสร้างนา

Tag Cloud

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.